ปัจจุบัน ถ้าเราจะสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาเว็บหนึ่ง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการงานใช้งานก็คงจะไม่พ้น แนวทางการออกแบบ RESPONSIVE WEB DESIGN บางคนอาจจะเคยได้ยินชื่อกันมาบ้างแล้ว หรือใครที่กำลังสนใจวันนี้แแนนจะมาอธิบายให้เข้าใจกันมากขึ้นค่ะ

มาทำความรู้จักกันก่อนว่า RESPONSIVE WEB DESIGN คืออะไร

RESPONSIVE WEB DESIGN คือการออกแบบเว็บให้รองรับกับการใช้งานผ่านอุปกรณ์หลากหลายชนิด เช่น หน้าจอคอมพิวเตอร์ มือถือ สมาร์ทโฟน แทปเล็ต ซึ่งอุปกรณ์พวกนี้มีขนาดหน้าจอที่แตกต่างกัน ด้วยความที่ขนาดของหน้าจอมันต่างกันมาก การแสดงผลเว็บไซต์จึงต้องมีความยืดหยุ่นที่จะปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ที่เปิด

RESPONSIVE WEB DESIGN เกิดมาจากไหน

Ethan Marcotte คนนี้เป็นนักออกแบบเว็บไซต์ และพัฒนาเว็บไซต์ ได้เขียนบทความเกี่ยวกับแนวคิดการออกแบบเว็บดีไซต์ไว้ในบทความของเขา A List Apart. ใจความว่า เทคโนโลยีมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว อุปกรณ์ที่ผู้ชมจะเข้าถึงเว็บไซต์ต่างๆก็ยิ่งมีความหลายหลายมากขึ้น จึงเป็นโจทย์ทีท้าทายสำหรับนักออกแบบและพัฒนาเว็บ ว่าจะสร้างเว็บไซต์ที่ตรงกับความต้องการและ พฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้ได้อย่างไร ซึ่งวิธีที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ คือการออกแบบเว็บไซต์ให้มีความยืดหยุ่น สามารถแสดงผลได้ดีในอุปกรณ์ต่างๆได้ ซึ่งเขาให้คำนิยามของการออกแบบนี้ว่า “Responsive Web Design”

ทำไมต้องออกแบบเว็บแบบ RESPONSIVE WEB DESIGN

ย้อนไปเมื่อสมัยก่อนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ใช้ส่วนใหญ่มีความกว้าง 800 หรือ 1024 พิกเซล ทำให้เว็บไซต์ที่ออกแบบมาแสดงผลได้ โดยไม่ค่อยมีความแตกต่างมากเท่าไหร่

ประมาณปลายปีคศ. 1990 โทรศัพท์มือถือเริ่มที่จะเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้
ในช่วงหลังปีคศ. 2000 โทรศัพท์มือถือมีความสามารถใช้เปิดเว็บไซต์ต่างๆ ได้ และเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในการเข้าถึงสื่อต่างๆ โดยเฉพาะเว็บไซต์ ลองนั่งย้อนไปถึงวันที่เราเปิดเว็บในมือถือแล้วต้องรอเว็บโหลดนานๆ และใช้สองนิ้ว ซูมเข้าซูมออกเพื่อดูเว็บต่างๆ มันลำบากและยุ่งยากขนาดไหน

ตัวอย่างเว็บไซต์แบบเก่าที่ถูกเปิดด้วยมือถือ (ซ้ายมือ) และเว็บไซต์ที่ออกแบบโดยใช้หลักการ Responsive Design (ขวามือ)

 

RESPONSIVE WEB DESIGN ช่วยแก้ปัญหาได้นะ

หลังจากทีมือถือสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้ พฤติกรรมของผู้ใช้งานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่นักออกแบบเว็บต้องคำนึงถึง คงไม่มีใครที่อยากจะทำให้เว็บไซต์ที่ออกแบบมานั้นใช้งานยุ่งยากใช่ไหมคะ

นักพัฒนาเว็บไซต์จึงมีการแก้ไขปัญหาด้วยการใช้ลิ้งค์เชื่อมโยง URLที่ต่างกัน เช่น ถ้าคุณจะเข้าไปในเว็บไซต์ www.abc1234.com   หากคุณดูเว็บนี้จากในมือถือ จะเป็นลิ้งค์ m.abc1234.com การแก้ปัญหาด้วยวิธีการนี้ ดูเหมือนจะช่วย User สะดวกมากขึ้น เพราะทั้งสองลิ้งค์นั้น ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับขนาดหน้าจอของอุปกรณ์ที่แตกต่างกัน www.  เอาไว้ดูจากหน้าจอคอม m. เอาไว้ดูผ่านมือถือ

แต่ใครเลยจะรู้ว่าการทำแบบนี้ ก็ไม่แตกต่างอะไรจากการเขียนโค๊ดขึ้นมา 2 ชุด เพราะจะต้องออกแบบเพื่อหน้าจอคอม และออกแบบอีกเว็บเพื่อแสดงในหน้าจอในมือถือ ทำให้ต้นทุนในการทำงานเพิ่มขึ้นมาก และไม่สะดวกแก่การจัดการ เพราะจะเพิ่มหรือแก้ไขอะไร ก็ต้องทำที่โค๊ดทั้งสองชุดนี้

แถมช่วงหลังๆ มานี้หน้าจอของอุปกรณ์ต่างๆ เริ่มมีขนาดหลายรูปแบบแตกต่างกันไป จะให้มาไล่เขียนโค๊ดเพื่อให้เว็บแสดงได้ทุกอุปกรณ์ก็คงจะเป็นอะไรที่ยุ่งยากมาก แนวคิดเรื่อง Responsive web design จึงเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น Responsive web design ยังสามารถรองรับกับความก้าวหน้าในอนาคตที่จะเกิดขึ้นอีกด้วย  เพราะเป็นการออกแบบเว็บให้มีความยืดหยุ่น ไม่ยืดติดกับขนาดของหน้าจอ และสามารถปรับแต่งรูปแบบเองได้ตามอุปกรณ์ที่เปิด คราวนี้ ไม่ว่าคอมพิวเตอร์ของคุณหน้าจอจะขนาดเท่าไหร่ มือถือ/แทปเล็ต จะรุ่นไหน การออกแบบเว็บแบบ Responsive web design จะทำให้เว็บที่คุณดูนั้น ออกมาสวยงาม ใช้งานง่าย สะดวกกับผู้ใช้งาน และนักพัฒนาเป็นอย่างมาก

 

 

หลักการของ RESPONSIVE WEB DESIGN

การออกแบบเว็บ จะประกอบด้วยองค์ประกอบหลักๆ 3 ส่วนคือ

  1. Fluid Grid  การออกแบบเลย์เอ้าท์ โดยใช้กริดที่มีความยืดหยุ่นโดยไม่กำหนดขนาดตายตัวเป็น PX แต่จะใช้การกำหนดขนาดแบบ %
  2. Flexible images and media รูปและสื่อมีเดียที่ยืดหยุ่น เช่น ความกว้างของรูปจะกำหนดให้สามารถแสดงผลได้ดีโดยใช้ % กับขนาดของหน้าจอ แทนการกำหนดความกว้างเป็น PX
  3. CSS3 Media Queries โดยการใช้โค้ดกำหนด style sheets พื้นฐานและเขียนโค๊ดกำหนด style sheets  สำหรับหน้าจอขนาดต่างๆ ไว้

 

สำหรับคนทั่วไปที่ไม่เคยศึกษาเรื่องการออกแบบเว็บไซต์ อาจจะยังไม่เข้าใจว่าองค์ประกอบแต่ละตัวคืออะไร แต่ไม่ต้องไปกังวลคะ เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เป็นหน้าที่ของนักออกแบบ และนักพัฒนาเว็บไซต์ ที่มีหน้าที่จะต้องออกแบบและจัดวางให้เข้ากับหลักการ Responsive Web Design เพื่อทำให้เว็บไซต์ของท่านออกมาสวยงาม มีฟังก์ชั่น และรูปแบบที่ใช้งานง่าย และตรงกับความต้องการของพฤติกรรมของผู้ใช้งานให้ได้มากที่สุด