บทความที่น่าสนใจ
SEO คืออะไร
SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization. คือ กระบวนการการโปรโมทเว็บไซต์ เพื่อให้อยู่ในอันดับต้นในเสริชเอ็นจิ้น โดยการใช้คีย์เวิร์ด keywords ที่บ่งบอกถึงเว็บไซต์หรือธุรกิจออนไลน์นั้นๆ มากที่สุด นิยมเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "Web Marketing"..
ตัวอย่างให้คุณเห็นภาพก็คือ เมื่อคุณสร้างเว็บไซต์ที่ดูดีสวยงามของคุณซักเว็บหนึ่ง คุณคิดว่าเว็บของคุณเป็นที่สะดุดตาน่าจะดึงดูดให้คนเข้ามาชมเว็บไซต์คุณและได้ลูกค้า่เพิ่มจากทางนี้ได้ไม่ยาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาจมีเว็บไซต์ประเภทเดียวกับของคุณเป็น"แสนๆ ล้านๆ เว็บ" คำถามคือ แล้วคนใช้อินเตอร์เน็ตจะหาเว็บคุณเจอได้อย่างไร
ในที่นี้ เราจะพูดถึงเสริชเอ็นจิ้น คือ กูเกิ้ล ซึ่งครองสัดส่วนการตลาดมากที่สุดคือ 85% เมื่อเทียบกับ msn และ yahoo
สมมติว่า คุณมีเว็บขายหนังสือมือสอง เมื่อผู้ใช้กูเกิ้ลต้องการค้นหาประเภทสินค้าหรือบริการซึ่งตรงกับธุรกิจของคุณ เขาหรือเธอคนนั้นจะใส่คีย์เวิร์ดซึ่งตรงกับสินค้าหรือบริการนั้นๆ มากที่สุุดเช่น "หนังสือมือสอง" ซึ่งจากผลสำรวจผู้ใช้กูเกิ้ลจะสแกนรายชื่อเว็บไซต์ซึ่งปรากฎอยู่ 10-15 อันดับแรกเท่านั้น แล้วถ้าเว็บของคุณไม่ติดอันดับที่กล่าวมาข้างต้นหรือแม้กระทั่งสองหน้าแรกสำหรับคีย์เวิร์ดนี้ โอกาสที่คุณจะขายสินค้าผ่านหน้าเว็บไซต์แทบไม่มีเลย ไม่ว่าเว็บไซต์ของคุณจะดูดี ใช้เทคนิคตระการตาแค่ไหนก็ตาม
" จากผลการสำรวจโดยกูเกิ้ลพบว่า ถ้าเว็บไซต์ใดก็ตามไม่ได้ขึ้นหน้าแรกของผลการค้นหา เว็บนั้นเสียโอกาสทางธุรกิจไปแล้ว 63% "
Google Rank
PageRank คือการจัดอันดับความสำคัญของเว็บแต่ละหน้าซึ่งมาจากค่าการคำนวณจากสูตรเฉพาะของ กูเกิ้ล (ทุกวันนี้ไม่มีใครรู้แน่นอนว่ากูเกิ้ลใช้ปัจจัยอะไรบ้างในการคำนวณ ผู้ที่อ้างว่ารู้ส่วนใหญ่ รู้แค่บางส่วนเท่านั้น) ซึ่ง PageRank นี้เป็นตัวชี้วัดว่าเว็บหน้านั้นๆมีความสำคัญมากแค่ไหน (หมายถึงเว็บแต่ละหน้า ไม่ใช่ทั้งเว็บไซต์) กูเกิ้ลคำนวนความสำคัญของเว็บแต่ละหน้านั้นจากหลายสิ่งประกอบกันซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ content หรือเนื้อหาในเว็บว่ามีมากน้อย น่าสนใจเพียงไร, จำนวนผู้เข้าชม, อายุของเว็บไซต์ และอื่นๆ ซึ่งให้คะแนนตั้งแต่ 1 ถึง 10
นอกจาก PageRank จะเป็นตัวชี้วัดความสำคัญของเว็บแต่ละหน้าแล้ว มันยังเป็นปัจจัยหนึ่งในการจัดอันดับของผลการค้นหาเว็บไซต์ในเสิร์ชเอ็นจิ้นอีกด้วย
HTML คืออะไร
HTML ย่อมาจาก Hyper Text Markup Languageเป็นโปรแกรมภาษาทางคอมพิวเตอร์ภาษาหนึ่งซึ่งใช้ในการเขียนเว็บไซต์แล้วแปลงออกมาเพื่อให้ผู้้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วไป สามารถอ่านได้ใน browser ต่างๆ HTML เป็นภาษาที่ง่ายที่สุดภาษาหนึ่งในการเขียนเว็บแต่ว่ามีประสิทธิภาพมาก
ภาษา HTML มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบและเวอร์ชั่นไปมากมายนับตั้งแต่แรกเริ่มที่มีการพัฒนาภาษา HTML ในต้นทศวรรษ 1990 โดย Tim Berners-Lee การเปลี่ยนแปลงเวอร์ชั่นของ HTML นั้นควบคุมโดย World Wide Web Consortium (W3C) ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรทำหน้าทีคิดค้นพัฒนาและดูแล HTML, URL และ็ HTTP ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก
E-commerce คืออะไร
E-commerce (electronic commerce) คือ การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ประเภทของ e-commerce ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เข่น:
- มีหน้าร้านออนไลน์ไว้โชว์สินค้าและบริการ
- Electronic Funds Transfer (EFT) ธุรกรรมการเงินออนไลน์ เช่น โอนเงินผ่านอินเตอร์เน็ต, ชำระเงินออนไลน์ผ่านบัตรเครดิต, PayPal
- Electronic Data Interchange (EDI), การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ประกอบการ
- การรวบรวมและการใช้ข้อมูลสถิติต่างๆ ผ่านทางการซื้อขายติดต่อทางเว็บไซต์
- การใช้อีเมล์, โพสต์ข้อความและเข้าร่วมในชุมชนออนไลน์ต่างๆ เช่น hi5, Facebook ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
- Business-to-business (B2B) เป็นการทำธุรกิจระหว่างภาคธุรกิจด้วยกัน เช่น ระหว่าง supplier ผู้ผลิต กับ ห้างร้านต่างๆ ตัวอย่างเว็บคือ Alibaba.com
- Business-to-consumer (B2C) คือผู้ประกอบธุรกิจหรือร้านค้าต่างๆ ขายสินค้าหรือบริการให้ผู้บริโภคโดยตรง ตัวอย่างคือ Tarad.com
- Consumer-to-consumer (C2C) คือการซื้อขายระหว่างผู้บริโภคด้วยกันเอง เช่น ขายหรือประมูลของมือสอง ตัวอย่างเว็บคือ E-Bay
Web Hosting คืออะไร?
Web Hosting คือการให้บริการทางอินเตอร์เน็ตอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้บุคคลทั่วไปหรือผู้ประกอบการธุรกิจนำเว็บไซต์ของตัวเองนั้นออนไลน์ในอินเตอร์เน็ตได้ เว็บโฮสติ้งจะทำหน้าที่ เก็บเว็บไซต์ของคุณทุกหน้า ซึ่งผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่มีอินเตอร์เน็ตเท่านั้นที่สามารถเข้ามายังเว็บไซต์ของคุณได้
เมื่อผู้ใช้อินเตอร์เน็ตพิมพ์ชื่อเว็บไซต์ของคุณใน browser มันก็จะถูกแปลงไปเป็น IP address ของคุณแล้วเว็บไซต์ก็จะถูกโหลดมากจากเว็บโฮสติ้ง
ถ้าคุณมีแต่เว็บไซต์อย่างเดียว ไม่สามารถออนไลน์ในอินเตอร์เน็ตได้ คุณต้องมี "เว็บโฮสติ้ง" ด้วย ซึ่งมีหลายเว็บไซต์ที่ให้บริการเว็บโฮสติ้ง ทำให้หาได้ง่ายทั่วไปในอินเตอร์เน็ต เพียงแต่คุณต้องเลือกให้แน่ใจว่าบริษัทที่ให้บริการนั้นมี support ที่ดีและรวดเร็ว ถ้าบริการตลอด 24 ชั่วโมงได้ยิ่งดี เพราะเราไม่อาจรู้ว่าเว็บไซต์เราจะเกิดปัญหาเมื่อไหร่ ส่วนค่าบริการโดยทั่วไปจะเป็นรายเดือน ราคาขึ้นอยู่กับการใช้พื้นที่และ bandwidth ว่ามากน้อยเท่าไหร่ เพราะฉนั้น ก่อนตัดสินใจใช้บริการ คุณควรคำนวณอย่างคร่าวๆ เกี่ยวกับขนาดของเว็บไซต์และจำนวนผู้เข้าชมต่อวันก่อน
Domain Name คืออะไร
Domain name นั้นเป็นตัวบ่งบอก IP Addresses ในรูปแบบของชื่อเพื่อให้จดจำได้ง่ายกว่า IP Address ซึ่งมีรหัสตัวเลขหลายหลัก Web Server ทุกตัวนั้นจึงต้องมี DNS (Domain Name System) เอาไว้แปลงข้อมูลจากชื่อโดเมนเป็น IP Address ตัวอย่างเช่น ชื่อโดเมนwebmasterbangkok.com มี IP address คือ 58.9.108.82. นอกจากนั้นชื่อโดเมนยังใช้ URL ซึ่งเป็นตัวบอกถึงที่อยู่ของเว็บแต่ละหน้า เช่น http://www.webmasterbangkok.com/TH/knowledge-centre.php, หมายถึงเว็บหน้านี้มีชื่อโดเมนคือ webmasterbangkok.com
ชื่อโดเมนแต่ละชื่อต้องมีการเติมส่วนต่อท้ายชื่อ เช่น
.go.th - เว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ
.ac.th - สถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัย, โรงเรียน
.org - องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร
.com - ธุรกิจ, การค้าขาย
.net - องค์กรที่มีเครือข่าย
.info - เว็บไซต์ที่เป็นแหล่งข้อมูลต่างๆ
.biz - ธุรกิจการค้า
.th - ประเทศไทย
IP address คืออะไร
IP address ย่อมาจากคำว่า Internet Protocol ประกอบไปด้วยรหัสตัวเลขกับจุดทศนิยม 3 จุด ใช้เป็นตัวบอกเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้อินเตอร์เน็ตแต่ละเครื่อง พูดง่ายคือ คล้ายๆ กับ serial number ของมือถือแต่ละเครื่อง ซึ่งคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่ต่อเชื่อมกับอินเตอร์เน็ตจะต้องมี IP Address ทุกเครื่อง
IP addresses ประกอบไปด้วย ตัวเลขทั้งหมด 4 ชุด จาก 0 ถึง 255, แยกแต่ละชุดด้วยจุดทศนิยม ตัวอย่างเช่น "66.72.98.236" หรือ "216.239.115.148". ซึ่งผู้ให้บริการทางอินเตอร์เน็ต (Internet Service Provider) ที่คุณใช้บริการจะเป็นผู้กำหนด IP Address ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นแบบ Static IP Address ซึ่งจะเป็นรหัสเดียวกันเสมอ หรือ Dynamic IP Address ที่รหัสจะเปลี่ยนไปทุกครั้งที่คุณเข้าใช้อินเตอร์เน็ต
ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในระบบ dial-up ส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Dynamic IP Address ส่วนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตระบบ broadband หรือ network จะเป็นแบบ Static IP Address ซะส่วนใหญ
คุณสามารถตรวจสอบ IP Address ของคุณได้ ที่นี่
ทำไม SEO ถึงมีความสำคัญกับเว็บไซต์ของคุณ
ถ้าคุณต้องการให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตหาเว็บคุณเจอ SEO จะเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ถึงแม้ว่า SEO อาจจะไม่สำคัญนักสำหรับบางธุรกิจ (เช่น ไนกี้ หรือ โซนี่ เพราะเป็นแบรนด์ที่โด่งดังอยู่แล้ว ผู้ใช้แค่ใส่คำว่า "ไนกี้" หรือ "โซนี่" ลงไปในเสิร์ชเอ็นจิ้นเท่านั้น) แต่สำหรับหลายๆ ธุรกิจแล้ว การใช้เสิร์ชเอ็นจิ้นเพื่อขายของออนไลน์ก็เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างฐานธุรกิจใหม่ และอีกอย่างคือ เป็นการโปรโมทธุรกิจที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลย
การโปรโมทเว็บหรือ SEO นี้ทำให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตสามารถพบสินค้าหรือบริการของคุณในผลการค้นหาของเสิร์ชเอ็นจิ้นได้ ซึ่งมันช่วยเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มตลาดเป้าหมาย และเป็นอาวุธที่สำคัญที่จะต่อสู้กับคู่แข่งนับล้านบนโลกไซเบอร์ซึ่งเสนอสินค้าหรือบริการคล้ายๆ กับของคุณ
ข้อเท็จจริงบางประการ:
-
+ 91% ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตใช้เสิร์ชเอ็นจิ้นในการค้นหาเว็บไซต์
-
+ 9 ใน 10 ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตหาเว็บไซต์จากการใช้เสิร์ชเอ็นจิ้นต่างๆ
-
+ 8 ของ 10 ของการค้นหาเว็บไซต์ต่างๆ มาจาก Google, Yahoo, MSN และเว็บไซต์ในเครือ
+ 41% ของผู้ซื้อออนไลน์ใช้เสิร์ชเอ็นจิ้นในการชอปปิ้ง
+ มากกว่า 93% ของผู้ใช้เสิร์ชเอ็นจิ้นต่างๆ ไม่แม้แต่จะคลิ๊กไปหน้าที่สองของผลการค้นหานั้นๆ
+ 77% ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตใช้เสิร์ชเอ็นจิ้นบ่อยกว่าสื่อออนไลน์อื่นๆ
เพราะมันเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการค้นพบเว็บไซต์ต่างๆ+ มีการใช้้เสิร์ชเอ็นจิ้นมากว่าวันละ 400 ล้านครั้งจากทั่วโลก
+ ผลลัพธ์จากการโปรโมทเว็บแบบนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น (ทำแบบง่ายๆ ก็ไม่ยากอย่างที่คิด)
เคล็ดลับการโปรโมทเว็บไซต์
ตั้งชื่อโดเมนของคุณให้ง่ายต่อการจดจำ ซึ่งควรจะเป็นอะไรที่บ่งบอกถึงธุรกิจหรือสินค้าที่คุณขาย
-
ลองควักกระเป๋าจ่าย pay-per-click ใน search engines ดังๆ วิธีการนี้คุณจะเสียค่าใช้จ่ายก็ต่อเมื่อมีคนคลิ๊กโฆษณาเว็บไซต์ที่คุณโปรโมทไว้เท่านั้น แต่ก็ต้องให้แน่ใจด้วยว่าผลกำไรที่ได้จากการทำธุรกิจออนไลน์ของคุณนั้นครอบคลุมกับค่าโฆษณาที่คุณต้องจ่าย
-
ลองสอบถามจากลูกค้าหรือผู้เข้ามาในเว็บของคุณเพื่อเพิ่มยอดผู้เข้าชมเว็บและยอดขาย ลองถามพวกเขาว่าคุณจะปรับปรุงธุรกิจ, เว็บไซต์ หรือสินค้าและบริการของคุณได้อย่างไร ซึ่งคุณสามารถสอบถามได้จากในเว็บไซต์ของคุณเอง, newsletter, เว็บบอร์ด, ห้องสนทนา, สมุดเยี่ยมชม, โพล หรือในแพ็คเกจสินค้าก็ได้
-
ใส่ชื่อ เบอร์ติดต่อ และลิงค์เว็บไซต์ของคุณในทุกอีเมล์ที่ส่งไป ทั้งนี้อาจรวมถึงข้อความกะทัดรัดเกี่ยวกับธุรกิจหรือสินค้าและบริการของคุณ
-
ใส่รูปภาพหรือกราฟฟิคที่บ่งบอกถึงสินค้าและบริการของคุณไว้ที่เว็บไซต์ สิ่งนี้จะทำให้ผู้ที่เข้ามายังเว็บคุณเห็นภาพชัดเจนมากขึ้นว่าธุรกิจคุณคืออะไร
-
สร้างพันธมิตรออนไลน์ (แลกลิงค์) คุณสามารถแลกลิงค์หรือขายของที่น่าจะใช้คู่กันได้ร่วมกันหรือมีโปรโมชั่นร่วมกัน แต่ทั้งนี้ การหาพันธมิตรควรสอดคล้องกับสินค้าหรือบริการที่ทำอยู่
-
ประหยัดเวลาและประหยัดเงินด้วยการลงโฆษณาในฟรีไดเร็คทอรี่ วิธีนี้จะทำให้คุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เร็วขึ้นมากกว่าวิธีการอื่น ลองลงประกาศโฆษณาสินค้าหรือบริการของคุณในเว็บดังๆ ทั้งหลาย เช่น เว็บพันธุ์ทิพย์ ซึ่งทำให้เว็บคุณมีโอกาสติดอันดับดีในเว็บนั้น
-
สร้างความประทับใจครั้งแรก คุณจะไม่สามารถขายสินค้าของคุณได้ถ้าคนที่เข้ามายังเว็บไซต์คุณคิดว่าการออกแบบเว็บไซต์คุณดูไม่เป็นมืออาชีพเอาซะเลย ลองใช้ภาพประกอบ กราฟฟิค โทนสีที่สวยงาม รวมถึงรูปแบบตัวอักษรที่ชัดเจนอ่านง่ายดูสิ
-
สร้างข้อมูลเนื้อหาในเว็บไซต์ (content) ให้ง่ายต่อการค้นหา มีคนมากมายที่เมื่อเข้ามาเว็บไซต์คุณแล้วคิดว่าใช้งานง่าย เขาเหล่านั้นอาจจะบอกต่อคนรู้จักก็ได้
-
ให้มีคำสะกดผิดน้อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บไซต์ที่แสดงข้อมูลข่าวสารหรือบทความต่างๆ
-
ลองเขียนบทความใส่ใน blog ข้อดีเกี่ยวกับ blog ก็คือ เสิร์ชเอ็นจิ้นทั้งหลายใช้เครื่องมือในการค้นหาเว็บไซต์โดยใช้ระบบการอ่านข้อความ (Text) ไม่ใช่รูปภาพหรือ Flash multimedia ข้อสำคัญคือควรเขียนบทความที่ดีและเขียนอย่างสม่ำเสมอ หรือจะแค่แสดงความคิดเห็นเล็กๆ น้อยๆ ใน blog คนอื่นก็ได้
-
สร้างลิงค์ทางธุรกิจ ลองติดต่อ supplier หรือ ลูกค้าของคุณว่ามีเว็บไซต์ที่ต้องการแลกลิงค์หรือไม่
-
ลองสร้างโปรแกรม เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องใหม่สำหรับธุรกิจออนไลน์ในประเทศไทย แต่มันพิสูจน์ความสำเร็จมาแล้วทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว จุดประสงค์คือการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและโปรโมทเว็บไซต์ เมื่อคุณเป็นเจ้าของ affiliate โปรแกรม เพียงจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้กับเว็บไซต์ที่เข้าร่วมเป็นเครือข่ายธุรกิจของคุณ เมื่อเว็บไซต์นั้นขายสินค้าหรือบริการของคุณได้
-
รักษาระดับความสัมพันธ์กับลูกค้าของคุณ โดยมีบริการหลังการขายที่ดีและติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ เช่น greeting cards, เช็คของขวัญ, โปรโมชั่นพิเศษต่างๆ
-
เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับ social networking hub. ถ้าคุณมีเว็บไซต์ที่ขายสินค้าหรือบริการ การเข้าร่วมใน social network อาจเป็นข้อได้เปรียบและมีผลทางการตลาด เพราะมันไม่ใ่ช่แค่ให้คนกลับเข้ามาในเว็บไซต์คุณเท่านั้น แต่มันยังเพิ่มปริมาณผู้เข้าชมเว็บไซต์ให้คุณอีกด้วย ลองใช้ Facebook หรือ twitter ซึ่งฐานลูกค้าจาก social networking นี้เป็นฐานลูกค้าที่สนใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะและมีชุมชนสังคมที่สนใจหรือไปในทิศทางเดียวกัน ตัวอย่างเช่น Facebook ของ www.thai-discovery.com มีการอัพเดตอย่างสม่ำเสมอวันละ 2-3 ข้อความ มีผู้ติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองไทยกว่า 2,500 คนจาก Facebook
-
อดทนเข้าไว้ จำไว้เสมอว่าการจะเพิ่มผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณนั้นทำไม่ได้ภายในคืนเดียว การโปรโมทเว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จักต้องทำอย่างต่อเนื่อง และมีการอัพเดตอย่างสม่ำเสมอ เพิ่มบทความใหม่ใน blog และ submit เว็บคุณซ้ำตามเสิร์ชเอ็นจิ้นต่างๆ รวมถึงวิธีการอื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อคุณทำอย่างสม่ำเสมอเรื่อยๆ ไม่นานก็จะเห็นเว็บไซต์คุณปรากฎอยู่ในเสิร์ชเอ็นจิ้นในอันดับที่ไต่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ และมีคนเข้ามาชมเว็บไซต์คุณมากขึ้นอย่างแน่นอน
เคล็ดลับการออกแบบเว็บไซต์
-
โหลดหน้าเว็บคุณได้อย่างรวดเร็ว
คุณอาจออกแบบเว็บไซต์ของคุณให้สวยงามดูดี แต่ถ้าใช้เวลาในการโหลดเว็บนานเกินไปก็คงมีไม่กี่คนที่ทนรอจนเว็บคุณโหลดเสร็จ เว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพนั้นควรออกแบบมาเพื่อทำการโหลดไม่เกิน 15 วินาที -
การเลือกสีให้เว็บไซต์
ถ้าบริษัทหรือองค์กรของคุณมีโลโก้หรือสีประจำบริษัทหรือองค์กรอยู่แล้ว ก็ควรใช้สีนั้นเพื่อโปรโมทเว็บไซต์ แต่ถ้าไม่มีก็ควรเลือกกลุ่มสีหรือ colour scheme สัก 2-3 สีสำหรับเว็บไซต์ทุกหน้า อย่าใช้หน้าหนึ่งก็อีกสีหนึ่งแตกต่างกันทุกหน้า แต่ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าจะใช้สีอะไร ให้ลองหาเว็บไซต์สักเว็บที่คุณชอบและใช้สีนั้น -
ข้อมูลเนื้อหาในเว็บ (content) ที่ค้นหาได้ง่าย
ข้อนี้เป็นข้อที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งในการออกแบบเว็บไซต์ คุณต้องแน่ใจว่าทำอย่างไรให้ผู้ที่เข้ามายังเว็บไซต์ของคุณจะหาสิ่งที่ต้องการได้ง่ายที่สุด เว็บไซต์ส่วนใหญ่จะวางตำแหน่งของ navigation ไว้ทางด้านซ้ายหรือด้านบน และในเมื่อคนท่องเว็บส่วนใหญ่คุ้นเคยกับ navigation ในตำแหน่งดังกล่าวนี้ คุณก็ไม่ควรวางในตำแหน่งที่แตกต่างไปนอกจากนี้การวาง navigation ไว้ที่ด้านล่างสุดก็ช่วยให้ผู้เข้ามาชมเว็บมีความสะดวกมากขึ้นแทนที่จะต้องเลื่อนหน้าเว็บกลับขึ้นไปข้างบน
-
อย่าใช้ special effect มากเกินไป
การใช้แฟลชหรือมัสติมีเดียในเว็บอาจจะดูดี อลังการ แต่ไม่ดีแน่ถ้าผู้เข้ามาเว็บไซต์ของคุณหาสิ่งที่ต้องการยากเกินไป เทคนิคจำพวกลูกโลกหรือโลโก้ที่หมุนไปมานั้นทำให้ดึงความสนใจไปจากผู้ใช้ แทนที่จะเข้ามาชมสินค้าหรือบริการของคุณ ข้อเสียอีกอย่างคือ special effect พวกนี้ใช้เวลานานในการโหลด -
พื้นหลัง (Backgrounds)
ต้องให้แน่ใจว่าผู้เข้ามาชมเว็บไซต์ของคุณนั้นสามารถอ่านข้อมูลได้อย่างสบายตา อย่างเช่น ไม่ควรใช้ตัวอักษรสีดำบนพื้นสีน้ำเงินเข้มหรือตัวอักษรสีเหลืองบนพื้นขาว อีกอย่างที่ต้องระวังคือ สีของลิงค์ควรชัดเจนและแตกต่างกับตัวอักษรทั่วไป เช่น ลิงค์ตามเว็บส่วนใหญ่จะเป็นสีน้ำเงิน แต่ถ้าพื้นหลังของเว็บไซต์คุณเป็นสีเข้มก็ควรใช้่ลิงค์สีอ่อน -
ตัวอักษรที่อ่านง่ายดูเป็นมืออาชีพ
อย่าใช้ font Comic Sans หรือ แบบอักษรแฟนซีเกินไป เพราะมันอาจจะอ่านไม่ได้ในคอมพิวเตอร์บางเครื่อง ซึ่งแบบตัวอักษรที่คอมพิวเตอร์อ่านไม่ได้นั้น ก็จะใช้แบบอักษรที่ตั้งค่า default ซึ่งอาจทำให้อ่านไม่ได้เลยก็ได้ ดังนั้นควรใช้แบบตัวอักษรที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด เช่น ภาษาอังกฤษคือ Arial, Verdana ภาษาไทยคือ Angsana หรือ Cordia -
ดูดีในทุก Browser
ควรทดสอบให้แน่ใจว่าเว็บไซต์ของคุณดูดีในทุก Browser ไม่ว่าจะเป็น Firefox, Google Chrome หรือ Internet Explorer -
อย่าใช้รูปภาพมากนัก
บางครั้งเว็บไซต์ที่ดีไซน์อย่างเรียบง่ายก็เป็นเว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด พยายามทำเว็บของคุณให้ดูสะอาดตา อย่าใส่รูปภาพที่ใหญ่เกินไปเพราะใช้เวลาโหลดนาน แต่ควรใช้รูปแบบการวาง layout หรือ icon ที่ดึงดูดความสนใจ เพราะผู้เข้าชมส่วนใหญ่จะสนใจในเนื้อหามากกว่ารูปแบบการดีไซน์ -
ใช้ External Links
เมื่อเว็บไซต์คุณมีการแลกลิงค์หรือโฆษณาจากเว็บไซต์อื่น ควรตั้งค่าการเปิดในหน้าต่างใหม่ให้กับเว็บเหล่านี้ เพราะจะช่วยให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณกลับเข้ามายังเว็บของคุณอีกได้ง่าย
-
ใช้พื้นที่ว่างสีขาวให้เป็นประโยชน์
พยายามอย่าออกแบบเว็บไซต์ของคุณให้มีรูปภาพมากเกินไป หรือพื้นหลังลายตาและตัวอักษรหลายสี ควรออกแบบอย่างเรียบง่าย โดยการใช้กราฟฟิกให้น้อยที่สุดแต่ใช้พื้นที่ว่างสีขาวให้เป็นประโยชน์ เพราะพื้นที่ว่างสีขาวนั้นให้ความรู้สึกถึงการมีพื้นที่กว้างและสะอาดตาให้กับเว็บไซต์ ลองสังเกตพื้นที่ว่างสีขาวของ WebmasterBangkok สิ -
แผนผังเว็บไซต์และระบบการสืบค้น
ถ้าเว็บไซต์ของคุณมีเกิน 15 หน้า คุณควรมีแผนผังเว็บไซต์ (site map) หรือ ระบบการสืบค้น(search) เพื่อช่วยให้ผู้เข้าชมหาสิ่งที่ต้องการได้ง่ายขึ้น -
เช็คการใช้งานของลิงค์
บ่อยครั้งที่ทางเราเจอรูปภาพหรือลิงค์ที่ใช้การไม่ได้หรือลิงค์ผิดหน้าจากเว็บไซต์ที่รับออกแบบเว็บ ซึ่งทำให้คิดไปว่า ขนาดบริษัทรับทำเว็บไซต์ยังลิงค์ผิดหน้าหรือลิงค์ใช้การไม่ได้ ความเชื่อถือในความเป็นมืออาชีพก็คงลดลง สิ่งที่แนะนำก็คือ ควรจะตรวจสอบการใช้งานของลิงค์และรูปภาพต่างๆ ภายในเว็บไซต์ของคุณก่อนที่จะทำการโหลดเข้าไปใน server ว่ามีปัญหาหรือไม่ -
จำไว้ว่าข้อมูลเนื้อหา (content) สำคัญที่สุด
ถึงแม้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการออกแบบเว็บไซต์คือการที่เว็บนั้นๆ ดูดีสะอาดตาและลิงค์ภายในเว็บใช้งานได้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือการที่คุณมีความอุตสาหะในการทำข้อมูลสร้างเนื้อหาและโปรโมทเว็บไซต์ของคุณ
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อให้เว็บไซต์ของคุณดูดีอย่างมืออาชีพ
1. Flash intro เพราะใช้เวลาโหลดนานและเป็นผลเสียกับ SEO
2. Pop up ต่างๆ เพราะอาจสร้างความรำคัญให้กับผู้เข้าชม
3. ใส่เพลงในเว็บให้เปิดโดยอัตโนมัติ แทนที่จะให้ผู้เข้าชมเว็บเลือกเล่นเพลงด้วยตนเองตามความต้องการ
4. วัน เวลา อัพเดตล่าสุด นอกเสียจากว่าคุณอัพเดตเว็บไซต์ของคุณทุกวันหรือทุกอาทิตย์
5. พื้นหลังที่ลายตา






